วันศุกร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2554

คอลลาเจนจากปลาทะเล (Fish Collagen)

  คอลลาเจนจากปลาทะเล (Fish Collagen)









คอลลาเจน (Collagen) มีรากศัพท์มาจากภาษากรีก คือ Kolla ซึ่งแปลว่ากาว คอลลาเจน เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่ประสานกันเป็นเส้นใยอยู่ใต้ชั้นผิวหนังแท้ ทำหน้าที่เสริมความเรียบตึงให้แก่ผิวหนัง ทำให้ผิวหนังดูเรียบเนียนและทำงานคู่กับโปรตีนอีกชนิดหนึ่งที่ชื่อ อีลาสติน (Elastin) ในขณะที่คอลลาเจนมีหน้าที่เสมือนโครงร่างผิว อีลาสติน ก็ทำหน้าที่ให้ความยืดหยุ่นแก่ผิว


ในวัยเด็กคอลลาเจนยังไม่เสื่อมสลายและมีจำนวนมากจึงทำให้เห็นว่าเด็กๆ หรือวัยรุ่นที่กำลังแตกเนื้อหนุ่มสาวมีผิวหนังที่เต่งตึง แต่เมื่อมีวัยมากขึ้นเส้นใยคอลลาเจนเหล่านี้จะเสื่อมสลายและมีปริมาณลดลงทำให้ชั้นผิวหนังยุบตัวลง อันเป็นต้นเหตุของความเหี่ยวย่นและริ้วรอย อย่างไรก็ตามเราสามารถเสริมสร้าง คอลลาเจน ให้แก่ร่างกายได้ เพื่อลดรอยเหี่ยวย่นด้วยการรับประทานคอลลาเจน หรือ วิธีการฉีดคอลลาเจนเข้าใต้ชั้นผิวหนังแท้ แต่วิธีการฉีดนั้นค่อนข้างยุ่งยาก เพราะต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญดังนั้น "วิธีรับประทานเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด"


คอลลาเจนจากปลาทะเลคือ สารอาหารที่สกัดจากปลาทะเล ซึ่งเราจะได้สารสำคัญอยู่ 2ชนิด คือสารอาหารประเภทโปรตีน ซึ่งเมื่อร่างกายของเราได้รับแล้ว ก็จะย่อยและดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดในรูปของกรดอะมิโน ซึ่งพบว่าโปรตีนจากปลาทะเลนี้จะให้กรดอะมิโนครบทั้ง 20 ชนิด สารอาหารสำคัญอีกกลุ่มหนึ่งก็คือ สารอาหารในกลุ่มสารประกอบที่เกิดจากกรดอะมิโน และน้ำตาลกลูโคส ซึ่งเป็นหน่วยย่อยที่สุดของสารอาหารคาร์โบไฮเดรต และได้เป็นสารประกอบที่มีชื่อว่า โปรทีโอไกลแคน (Proteoglycans) หรือบางครั้งเรียกว่าสารไกลโคซามิโนไกลแคน (Glycosaminoglycans)


เนื่องจากสารอาหารโปรทีโอไกลแคนนี้เป็นสารอาหาร ที่ร่างกายของเรามีความจำเป็นที่จะนำไป ใช้ในขบวนการทางชีวเคมีต่างๆ อยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะผู้ที่มีความบกพร่อง ของปริมาณสารอาหารโปรทีโอไกลแคนในร่างกาย เช่นผู้ที่มีผิวพรรณเหี่ยวย่น ผู้ที่ใช้เครื่องสำอางที่ให้ผลในการลอกผิวหน้า ผู้ที่มีปัญหาเรื่องของระบบหลอดเลือดเปราะแตกง่าย ผู้ที่มีปัญหาเรื่องของกระดูกเสื่อม ข้อต่อเข่าเสื่อม ผู้ที่ต้องการรักษาแผลเป็นจากสิว หรือผู้ที่มีปัญหาของเส้นผมแตกปลาย เล็บเปราะ
เนื่องจากร่างกายของเราจะนำสารโปรทีโอไกลแคน ที่ได้จากโปรตีนคอลลาเจนจากปลาทะเลนี้ไปใช้ในกระบวนการสร้างเส้นใยโปรตีน ที่ชื่อว่า "เส้นใยโปรตีนคอลลาเจน" ดังนั้นโปรตีนคอลลาเจน ซึ่งให้สารอาหารโปรตีนในลักษณะพิเศษนี้ จึงถือเป็นโปรตีนที่เหมาะสมสำหรับในการบำรุงผิวพรรณอย่างมาก เพราะผิวพรรณของเราประกอบด้วยโครงสร้างหลัก 2 อย่างคือ เซลล์ผิวพรรณและเส้นใยโปรตีนซึ่งเมื่อใดที่โครงสร้างหลักของผิวพรรณเกิดความบกพร่องจะส่งผลทำให้เกิดปัญหาต่อผิวพรรณของเราขึ้นได้ทันที


กรณีของเซลล์ผิวพรรณนั้นมีความจำเป็นที่จะต้องเสื่อมหรือตายแล้วหลุดลอกออกไปจากผิวหนังกำพร้าวันหนึ่งจำนวนมหาศาล ดังนั้นจึงมีความจำเป็นซึ่งจะต้องสร้างเซลล์ผิวพรรณใหม่ขึ้นมาทดแทนในปริมาณที่เท่าๆ กัน ดังนั้นย่อมส่งผลทำให้ร่างกายของเรามีความจำเป็นต้องใช้สารอาหารสำหรับการสร้างเซลล์ผิวพรรณใหม่ในปริมาณสูง และสารอาหารที่ถือเป็นสารอาหารหลัก ในขบวนการสร้างเซลล์ใหม่ก็คือสารอาหารประเภทโปรตีน


ดังนั้นการรับประทาน คอลลาเจน ทำให้เราได้ กรดอะมิโน ครบทั้ง 20 ชนิดนี้ จึงให้ผลในการทำให้ร่างกายของเราแข็งแรง และสามารถสร้างเซลล์ผิวพรรณใหม่ ที่มีสุขภาพสวยสมบูรณ์ได้อย่างเพียงพอ และที่สำคัญเนื่องจาก กรดอะมิโนที่ได้นี้เป็น กรดอะมิโนที่ร่างกายสามารถนำมาใช้ได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากไม่ต้องผ่านขบวนการย่อยสลายมากเหมือนกับ กรดอะมิโน ที่เราจะได้จากโปรตีนของชนิดอื่น ดังนั้นนอกจากคอลลาเจนเป็นโปรตีนที่สมบูรณ์แล้ว ยังถือเป็นโปรตีนที่สามารถถูกนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างรวดเร็วและทันต่อความต้องการของร่างกายเรา



คอลลาเจน : เกี่ยวข้องกับริ้วรอยและตีนกาอย่างไร?

คอลลาเจนเป็นโปรตีนหลักชนิดหนึ่งที่พบได้ในเนื้อเยื่อของสัตว์ ซึ่งรวมกันแล้วคิดเป็น 25% ของน้ำหนักตัว โดยธรรมชาติแล้วจะเป็นเส้นใยตาข่ายที่ยึดเนื้อเยื่อต่างๆ ของอวัยวะเข้าด้วยกัน เปรียบได้กับกาวเนื้อเยื่อที่ยึดกันเข้าเป็นรูปทรง
ดังนั้นจึงพบได้ในเนื้อเยื่อทุกชนิดของร่างกาย และพบได้ทั้งในและภายนอกเซลล์ เป็นตัวที่ทำให้เกิดความแข็งแกร่งของเนื้อเยื่อ ด้วยเหตุนี้จึงพบได้มากในพังผืด, กระดูกอ่อน, เอ็น, กระดูกและฟัน
ที่ผิวหนัง คอลลาเจนจะเป็นตัวที่ทำให้ผิวมีความแข็งแรงและยืดหยุ่น ดังนั้น ถ้าคอลลาเจนถูกทำลายจากสาเหตุอะไรก็ตาม ก็จะทำให้เกิดริ้วรอย ร่องลึกที่ผิวหนังได้
ในทางการแพทย์ ได้มีการนำคอลลาเจนมาใช้กันอย่างแพร่หลายในทุกสาขา โดยเฉพาะทางด้านศัลยกรรมความงาม
ผมมีประเด็นที่น่าสนใจจะชี้แนะดังนี้
1. การใช้คอลลาเจนเพื่อความสวยงาม อาจจะมีปฏิกิริยาแพ้ได้ และทำให้เกิดผื่นแดงเป็นเวลานาน ดังนั้นก่อนที่จะใช้ ควรทำการทดสอบการแพ้ก่อน
วิธีทดสอบการแพ้ ด้วยวิธีง่ายๆ คือ ให้ทาที่ผิวหนังบริเวณหลังใบหู หรือที่ผิวหนังด้านในของข้อพับแขน ถ้ามีรอยแดงหรือมีอาการคันเกิดขึ้นใน 24 ชม. แสดงว่าอาจจะแพ้ได
2. คอลลาเจนที่ใช้ทางการแพทย์ ส่วนใหญ่ได้มาจากหนังวัวรุ่น (ที่ไม่มีปัญหาเรื่องเชื้อวัวบ้า) ซึ่งผู้ผลิตส่วนใหญ่จะใช้วัวจากประเทศที่ไม่มีการแพร่ระบาดของเชื้อวัวบ้า เช่น ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ เป็นต้น
3. หนังหมูก็มีการนำมาใช้ผลิตคอลลาเจนกันมาก เพื่อทดแทนปัญหาเรื่องความปลอดภัยจากเชื้อวัวบ้า โดยเฉพาะทำเป็นแผ่นชีตคอลลาเจน ที่ใช้ในการผ่าตัด
4. ปัญหาจากการใช้คอลลาเจนจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น วัว เป็นต้น ยังคงมีปัญหาเรื่องปฏิกิริยาการแพ้อยู่มาก จึงมีการเลี่ยงไปใช้คอลลาเจนที่ผลิตจากหนังปลาหรือไข่ของปลาเทราท์ ทำให้ราคาของคอลลาเจนสูงมากเมื่อเทียบกับคอลลาเจนจากหนังวัวหรือหมู (เช่น คอลลาเจนจากหนังวัวอยู่ที่ 400 - 2,000 บาท/ก.ก. แต่ถ้าเป็นคอลลาเจนจากปลา ราคาอาจจะสูงถึงก.ก.ละ 20,000 บาท!)
5. การใช้คอลลาเจนจากสัตว์ (แม้จะได้จากปลา) ก็ยังคงมีปัญหาเรื่องแพ้ได้ ปัจจุบันมีการเลี่ยงมาใช้คอลลาเจนที่ได้จากพืช ทำให้ปัญหาเรื่องแพ้ลดน้อยลง แต่ก็มีราคาสูงเช่นกัน

คอลลาเจนมีกี่ชนิด?

คอลลาเจนพบได้ทุกแห่งในร่างกาย จากการศึกษาพบว่ามีทั้งสิ้น 28 ชนิด และกว่า 90% ของคอลลาเจนที่พบในร่างกาย เป็นชนิด 1, 2, 3 และ 4
  • คอลลาเจน ชนิดที่ 1: พบมากที่กระดูก และช่วยในการซ่อมแซมผิว มีมากที่บริเวณแผลเป็น
  • คอลลาเจน ชนิดที่ 2: พบมากที่กระดูกอ่อน
  • คอลลาเจน ชนิดที่ 3: พบมากที่เส้นใยของอวัยวะกลวง เช่น เส้นเลือด หลอดอาหาร เป็นต้น
  • คอลลาเจน ชนิดที่ 4: มีมากที่ผนังด้านล่างของเซลล์บุ (เซลล์บุพบที่ผิวของอวัยวะทุกชนิด)
บทนี้ขอพูดถึงคอลลาเจนพอให้พวกคุณรู้จักคร่าวๆ เป็นแนวทาง ยังมีประเด็นที่น่าสนใจอีกมาก ที่จะนำไปประยุกต์และอธิบายกลไกการทำงานของสารบางอย่างที่จะมีผลต่อการรักษาริ้วรอย ร่องผิวลึกได้




คอลลาเจนสกัดบริสุทธิ์

คอลลาเจนสกัดบริสุทธิ์ จากเกล็ดปลาทะเล โดยสกัดจนได้ความบริสุทธิ์สูงสุดไม่มีกลิ่นคาวของปลา มีคอลลาเจนสกัดบริสุทธิ์ จากเกล็ดปลาทะเล โดยสกัดจนได้ความบริสุทธิ์สูงสุดไม่มีกลิ่นคาวของปลา มีอนุภาคที่เล็กมาก และมีลักษณะคล้ายกับเซลล์ผิวของมนุษย์ จึงได้ผลลัพธ์สูงที่สุดในการบำรุงผิวอนุภาคที่เล็กมาก และมีลักษณะคล้ายกับเซลล์ผิวของมนุษย์ จึงได้ผลลัพธ์สูงที่สุดในการบำรุงผิว

คอลลาเจน เป็นเส้นใยโปรตีนใต้ชั้นผิวหนังแท้และมีปริมาณมากกว่า 70 % ในชั้นผิวหนัง ทำหน้าที่เป็นโครงร่างผิว ทำให้ผิวหน้ามีความยืดหยุ่น กระชับ นุ่มนวลและเรียบเนียนอยู่เสมอเมื่อคนเราอายุมากขึ้นและหากอายุ 30 ปีขึ้นไป อัตราการสังเคราะห์คอลลาเจนของผิวหนังก็จะลดลงในอัตรา 1.5 % ต่อปี
คอลลาเจน เป็นเส้นใยโปรตีนใต้ชั้นผิวหนังแท้และมีปริมาณมากกว่า 70 % ในชั้นผิวหนัง ทำหน้าที่เป็นโครงร่างผิว ทำให้ผิวหน้ามีความยืดหยุ่น กระชับ นุ่มนวลและเรียบเนียนอยู่เสมอเมื่อคนเราอายุมากขึ้นและหากอายุ 30 ปีขึ้นไป อัตราการสังเคราะห์คอลลาเจนของผิวหนังก็จะลดลงในอัตรา 1.5 % ต่อปีส่งผลทำให้ผิวขาดความยืดหยุด และเกิดริ้วรอยเหี่ยวย่น ดังนั้นเราสามารถเติมคอลลาเจนเราสามารถเติมคอลลาเจนจากธรรมชาติเข้าไปทดแทนด้วยการทาลงบนผิวโดยตรงเพื่อเพิ่มปริมาณคอลลาเจนให้ชั้นผิว ช่วยป้องกันไม่ให้ผิวเกิดริ้วรอยเหี่ยวย่น ทำให้ผิวพรรณกลับคืนสู่ความวัยเยาว์ และถนอมรักษาผิวพรรณนั้นให้ดูเปล่งปลั่งสดใส เต่งตึงอยู่เสมอ

เมื่อทาคอลลเจนบริสุทธิ์ลงบนผิวจะสัมผัสได้ทันทีถึงความตึงกระชับที่ผิวใช้ ด้วยคุณภาพของคอลลาเจนบริสุทธิ์แท้ 100 % ซึ่งมีอนุภาคที่เล็กมากสามารถซึมสู่ผิวได้อย่างรวดเร็วลึกถึงผิวชั้นในได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ( เหมาะสำหรับใบหน้า รอบดวงตา ลำคอ )
ช่วยยกกระชับผิวได้อย่างรวดเร็ว ช่วยเสริมสร้างและทดแทนคอลลาเจนในชั้นหนังแท้ และเร่งซ่อมแซมเนื้อเยื่อในร่างกาย ทำให้เซลล์ผิวหนังอุ้มน้ำได้ดี ผิวพรรณจึงดูอ่อนเยาว์และกระชับเต่งตึง ใช้บำรุงผิวชะลอความแก่ เพิ่มความยืดหยุ่นแก่ผิว
ทำให้ผิวชั้นนอกนุ่มตึงขึ้นเรียบขึ้นช่วยลดริ้วรอยเหี่ยวย่นของผิวที่เกิดจากความแห้งกร้านให้ความชุ่มชื้นในชั้นหนังแท้ พร้อมเสริมสร้างไฟบริน ทำให้ผิวตึงกระชับ รู้สึกได้ทันทีหลังใช้ ผิวหน้าตึงขึ้น เนียนเรียบกระชับขึ้น คอลลาเจนจะถูกดูดซึมอย่างรวดเร็วผ่านผิวหนังเข้าไปทดแทนคอลลาเจนที่เสื่อมสภาพไปเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและชุ่มชื้นแก่ผิวหนัง

คอลลาเจนที่สกัดจากเกล็ดปลาทะเลเป็นสารละลายประเภทเปปไทด์ที่มีองค์ประกอบของกรดอะมิโนที่ได้จากธรรมชาติ ที่ไม่สามารถสังเคราะห์โดยวิธีทางเคมี แต่สามารถสังเคราะห์ได้ด้วยกระบวนการทางเทคโนโลยีชีวภาพ มีประสิทธิภาพดีกว่าคอลลาเจนชนิดรับประทานและมีประสิทธิภาพสูงในการลดริ้วรอยเหี่ยวย่นบนผิวหนัง ทำให้ผิวหนังยังคงความยืดหยุ่นและทำหน้าที่อุ้มน้ำไว้ได้ผิวพรรณจึงดูอ่อนเยาว์และกระชับเต่งตึงยืดหยุ่นกระชับ นวลนุ่มเรียบเนียน สดใสอ่อนวัย





ทับทิม (Pomegranate)

        ทับทิม (Pomegranate)


ประโยชน์ของผลทับทิม (Pomegranate)
ทับทิม (Pomegranate)
ทับทิมเป็นผลไม้ที่มีถิ่นกำเนิดจากแถบประเทศอิหร่านถึงตอนเหนือของประเทศอินเดีย และได้รับการขยายพันธุ์ไปทั่วแถบเมดิเตอร์เรเนียนตั้งแต่สมัยโบราณกาล ปัจจุบันมีการเพาะปลูกอย่างกว้างขวางทั่วประเทศอินเดีย แอฟริกา สหรัฐอเมริกา และเอเซียตะวันออกเฉียงใต้

ผลทับทิมถูกนำมาประกอบอาหารจำนวนมาก เช่น สลัด ,อาหารหวานบางชนิด, น้ำผลไม้, ไวน์ผลไม้ ปัจจุบันมีการจำหน่ายเป็นอาหารเสริม ส่วนประกอบในเครื่องสำอาง เนื่องจากให้คุณค่าทางอาหาร มีวิตามินซี และโฟลิค แอซิด(folic acid) และสารสกัดบางชนิดที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ


สารสกัดน้ำทับทิม โดยเฉพาะสารกลุ่มโพลีฟีนอล(Polyphenols)ได้รับความสนใจศึกษาวิจัยอย่างมาก เนื่องจากพบว่าให้ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระอย่างแรงจึงมีการศึกษาถึงผลประโยชน์นี้ต่อปัญหาสุขภาพต่างๆ และผลการวิจัยสนับสนุนว่ามีประโยชน์ต่อสุขภาพ เช่น ยับยั้งปฏิกิริยา Lipid peroxidation ช่วยลดการเกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็งตัว(artherosclerosis) ลดไขมันโคเลสเตอรอลในเลือด ซึ่งลดความเสี่ยงของโรคหัวใจได้, ช่วยต้านการเกิดมะเร็งและมีฤทธิ์ต้านอาการอักเสบซึ่งอาจเป็นประโยชน์ในการรักษามะเร็ง บางชนิดได้อีกด้วย เช่น ยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งปอด ลดการเจริญของเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมาก สารสกัดที่ได้รับความสนใจได้แก่ Punicalagin, ellagitannin, ellagic acid ซึ่งนอกจากฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระแล้ว ยังพบว่า ellagic acid มีผลยับยั้งการสร้างเม็ดสี ทำให้สีผิวที่เข้มขึ้นจากการกระตุ้นโดยรังสี UV ขาวขึ้นได้ โดยลดการทำงานของเอ็นไซม์ไทโรซิเนส(tyrosinase) ในด้านเวชสำอางมีการศึกษาพบว่าสารสกัดจากน้ำทับทิม และเปลือกทับทิม มีผลกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในผิว ส่งเสริมการซ่อมแซม, สร้างเซลล์ใหม่ในชั้นหนังแท้ และสารสกัดจากเมล็ดทับทิมช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ในชั้นหนังกำพร้า สารสกัดจากทับทิมจึงได้รับความสนใจสำหรับการบำรุงผิวอีกด้วย

อ้างอิง ::

1.Seeram NP, et.al.In vitro antiproliferative, apoptotic and antioxidant activities of punicalagin, ellagic acid and a total pomegranate tannin extract are enhanced in combination with other polyphenols as found in pomegranate juice.J Nutr Biochem.2005 Jun;16(6):360-7.
2.de Nigris F, et.al.Effect of pomegranate fruit extract rich in punicalagin on oxidation-sensitive genes and eNOS activity at sites of perturbed shear stress and atherogenesis.Cardiovasc Res.2007 Jan 15;73(2):414-23.
3.Esmaillzadeh A, et.al.Concentrated pomegranate juice improves lipid profiles in diabetic patients with hyperlipidemia.J Med Food.2004 Fall;7(3):305-8.
4.Esmaillzadeh A, et.al.Cholesterol-lowering effect of concentrated pomegranate juice consumption in type II diabetic patients with hyperlipidemia.Int J Vitam Nutr Res.2006 May;76(3):147-51.
5.Lansky EP, Newman RA.Punica granatum(pomegranate) and its potential for prevention and treatment of inflammation and cancer.J Ethnopharmacol.2007 Jan 19;109(2):177-206.
6.Khan N, Afaq F, Kweon MH, Kim K, Mukhtar H.Oral consumption of pomegranate fruit extract inhibits growth and progression of primary lung tumors in mice.Cancer Res.2007 Apr 1;67(7):3475-82.
7.Malik A, Mukhtar H.Prostate cancer prevention through pomegranate fruit.Cell Cycle.2006 Feb;5(4):371-3.
8.Shimogaki, Tanaka, Tamai&Masuda.In vitro and in vivo evaluation of ellagic acid on melanogenesis inhibition.International Journal of Cosmetic Science.2000 Aug;22(4):291-303.
9.Kasai K, et.al.Effect of oral administration of ellagic acid-rich pomegranate extract on ultraviolet-induced pigmentation in the human skin.J Nutr Sci Vitaminol(Tokyo).2006 Oct;52(5):383-8.
10.Yoshimura M, et.al.Inhibitory effect of an ellagic acid-rich pomegranate extract on tyrosinase activity and ultraviolet-induced pigmentation.Biosci Biotechnol Biochem.2005 Dec;69(12):2368-73.
11.Aslan MN, Lansky EP, Varani J.Pomegranate as a cosmeceutical source: pomegranate fractions promote proliferation and procollagen synthesis and inhibit matrix metalloproteinase-1 production in human skin cells.J Ethnopharmacol.2006 Feb 20;103(3):311-8.
12. http://encyclopedia.thefreedictionary.com/pomegranate



ทับทิม (ผลไม้)



ทับทิม (punica) ชื่อท้องถิ่น เซี๊ยะลิ้ว, พิลา, พิลาขาว, มะก่องแก้ว, มะเก๊าะ, หมากจัง เป็นไม้ผลขนาดเล็ก มีขนาดประมาณ 5-8 เมตร
ทับทิมมีถิ่นกำเนิดจากตะวันออกของประเทศอิหร่าน ทางตอนใต้ของอัฟกานิสถานและทางตอนเหนือของเทือกเขาหิมาลัย ทับทิมจึงชอบอากาศหนาวเย็นและอยู่บนพื้นที่สูงกว่าระดับน้ำทะอย่างน้อย 300 เมตร ยิ่งอากาศหนาวเนื้อทับทิมจะมีสีแดงเข้มมากขึ้น

ประโยชน์

ผลทับทิมใช้รับประทานเป็นผลไม้มีรสหวานหรือเปรี้ยวอมหวานทับทิมเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ น้ำทับทิมมีวิตามินซีสูงและยังมีสารเกลือแร่ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายในปริมาณที่สูงเหมาะสำหรับการดื่มเพื่อเพิ่มความสดชื่นให้กับร่างกาย
น้ำทับทิมมีสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิดและมีประสิทธิภาพสูงมากสามารถลดภาวะการแข็งตัวของเลือดจากไขมันในเลือดสูง บรรเทาโรคโรคหัวใจและความดันโลหิตสูง ช่วยเพิ่มพลังและความงาม ดื่มน้ำทับทิมคั้นวันละแก้วจะช่วยส่งเสริมการทำงานของหลอดเลือด ลดการแข็งตัวของหลอดเลือดแดงและช่วยเสริมสุขภาพของหัวใจให้ดีขึ้น
เปลือกทับทิมรักษาโรคท้องเดินและโรคบิด

เปลือกทับทิม


จากการศึกษาวิจัยพบว่าในเปลือกทับทิมมีสารในกลุ่มแทนนินสูง 22-25% โดยประกอบด้วยสารแทนนินในกลุ่ม มี Gallotannin เปลือกทับทิมตากแห้งใช้เป็นยาแก้ท้องเดินและโรคบิดได้[ต้องการอ้างอิง] นอกจากนี้ยังพบสารแทนนินในกลุ่ม Ellagictannin ในปริมาณสูงสารในกลุ่มนี้มีคุณสมบัติเป็นตัวต้านอนุมูลอิสระที่ดี โดยมีสรรพคุณลดอาการอักเสบ ทั้งยังมีฤทธิ์ต่อต้านมะเร็งกว่า 13 ชนิด ไม่ให้เพิ่มจำนวนขึ้น เช่น มะเร็งผิวหนัง มะเร็งลำไส้ มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งตับ เป็นต้น
นอกจากนี้ยังพบว่ามีคุณสมบัติในการทำลายเซลล์มะเร็งหลอดอาหาร และลำไส้ใหญ่ ซึ่งพบว่าการให้กรดเอลลาจิกกับสัตว์ทดลอง สารดังกล่าวจะไปเร่งการเจริญของเซลล์มะเร็งแบบอะมอพโดซีส (Amoptosis) ทำให้เซลล์มะเร็งถูกทำลายโดยกลไกการแตกตัวของตัวมันเองได้

ความเชื่อ


ทับทิมเป็นผลไม้มงคลของจีน กิ่งใบทับทิมเป็นใบไม้สิริมงคลที่ใช้ทุกงานที่มีน้ำมนต์ประกอบพิธี โดยจะใช้พรมน้ำมนต์และ มีไว้ติดตัวเพื่อคุ้มครองกันภัย มีเรื่องเล่าว่า เพราะเป็นพันธุ์ไม้ที่ถูกนำมาเผยแพร่ในเมืองจีนพร้อมกับ พระพุทธศาสนา ซึ่งประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่า " พระถังซัมจั๋ง " ได้ไปอาราธนาพระไตรปิฎกที่อินเดีย ท่านได้นำพันธุ์ไม้ต่างๆ มาด้วย และหนึ่งในนั้นก็คือทับทิม ด้วยความที่ทับทิมมีเมล็ดมาก จึงสื่อความหมายถึงการ ให้มีลูกชายมากๆ

อ้างอิง

  1. ^ http://www.ocanihao.com/interest10.html
  • หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันเสาร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2550



กลุ่มยาแก้บิด ท้องเดิน ท้องร่วง โรคกระเพาะ

ทับทิม



ชื่อวิทยาศาสตร์ : Punica granatum L.

ชื่อสามัญ : Pomegranate , Punica apple

วงศ์ : Punicaceae

ชื่ออื่น : พิลา (หนองคาย) พิลาขาว มะก่องแก้ว (น่าน) มะเก๊าะ (เหนือ) หมากจัง (แม่ฮ่องสอน)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ยืนต้น หรือพรรณไม้พุ่ม ขนาดเล็ก ลักษณะผิวเปลือกลำต้นเป็นสีเทา ส่วนที่เป็นกิ่งหรือยอดอ่อนจะเป็นเหลี่ยม หรือ มีหนามแหลมยาวขึ้น ใบ ใบมีลักษณะเป็นรูปยาวรี โคนใบมน แคบ ส่วนปลายใบเรียวแหลมสั้น ผิวหลังใบ เกลี้ยงเป็นมัน ใต้ท้องใบจะเห็นเส้นใบได้ชัด ขนาดของใบกว้างประมาณ 1 - 1.8 ซม. ยาว ประมาณ 2.5 - 6 ซม. ดอก ดอกออกเป็นช่อ หรืออาจจะเป็น ดอกเดียว ในบริเวณปลายยอด หรือง่ามกิ่ง ลักษณะของดอกมีเป็น สีส้ม สีขาว หรือสีแดง ดอกหนึ่งมีกลีบดอกประมาณ 6 กลีบ ปลายกลีบ ดอกจะแยกออกจากกัน ตรงกลางดอกมีเกสร ตัวเมีย และตัวผู้ซึ่งมีอับเรณูเป็นสีเหลือง ขนาดของดอกบานเต็มที่มีเส้นผ้าศูนย์กลางประมาณ 2 - 3 ซม. ผลมีลักษณะเป็นรูปค่อนข้าง กลม ผิวเปลือกนอกหนาเกลี้ยง ผลเมื่อแก่หรือ สุกเต็มที่มีสีเหลืองปนแดง และลักษณะของผล จะแตก หรืออ้างออก ข้างในผลก็จะมีเมล็ดเป็น จำนวนมาก เป็นรูปเหลี่ยม มีสีชมพูสด ดอก ดอกออกเป็นช่อ หรืออาจจะเป็น ดอกเดียว ในบริเวณปลายยอด หรือง่ามกิ่ง ลักษณะของดอกมีเป็น สีส้ม สีขาว หรือสีแดง ดอกหนึ่งมีกลีบดอกประมาณ 6 กลีบ ปลายกลีบ ดอกจะแยกออกจากกัน ตรงกลางดอกมีเกสร ตัวเมีย และตัวผู้ซึ่งมีอับเรณูเป็นสีเหลือง ขนาดของดอกบานเต็มที่มีเส้นผ้าศูนย์กลางประมาณ 2 - 3 ซม. ผลมีลักษณะเป็นรูปค่อนข้าง กลม ผิวเปลือกนอกหนาเกลี้ยง ผลเมื่อแก่หรือ สุกเต็มที่มีสีเหลืองปนแดง และลักษณะของผล จะแตก หรืออ้างออก ข้างในผลก็จะมีเมล็ดเป็น จำนวนมาก เป็นรูปเหลี่ยม มีสีชมพูสด
ส่วนที่ใช้ : ใบ ดอก เปลือกผลแห้ง เปลือกต้นและเปลือกราก เมล็ด

สรรพคุณ :
ใบ - อมกลั้วคอ ทำยาล้างตา

ดอก - ใช้ห้ามเลือด

เปลือกและผลแห้ง
- เป็นยาแก้ท้องร่วง ท้องเดิน แก้บิด
- แก้โรคลักกะปิดลักกะเปิด

เปลือกต้นและเปลือกราก
- ใช้เป็นยาขับพยาธิตัวตืด , พยาธิตัวกลม

เมล็ด - แก้โรคลักกะปิดลักกะเปิด

วิธีและปริมาณที่ใช้

ถ่ายพยาธิตัวตืดและพยาธิตัวกลม ได้ผลดี
ใช้เปลือกสดของราก , ต้น ที่เก็บใหม่ๆ 60 กรัม หรือประมาณ 1/2 กำมือ เติมกานพลูหรือกระวานลงไปเล็กน้อย เพื่อแต่งรส ต้มกับน้ำ 3 ถ้วยแก้ว เคี่ยวให้เหลือ 1 1/2 ถ้วยแก้ว รับประทานครั้งละ 2 ช้อนโต๊ะ (30 ซี.ซี.) หลังจากนั้นประมาณ 2 ชั่วโมง รับประทานยาถ่าย เช่น ดีเกลือ 2 ช้อนโต๊ะตาม ควรอดอาหารก่อนรับประทานยา


ยาแก้ท้องร่วง ท้องเดิน (ไม่ใช่บิด หรือ อหิวาตกโรค)
ใช้เปลือกผล ตากแดดให้แห้ง ประมาณ 1/4 ของผล ฝนกับน้ำฝนหรือน้ำปูนใสให้ข้นๆ รับประทานครั้งละ 1-2 ช้อนแกง หรือต้มกับน้ำปูนใส แล้วดื่มน้ำที่ต้มก็ได้


บิด (มีอาการปวดเบ่ง และมีมูก หรืออาจมีเลือดด้วย)
ใช้เปลือกผลแห้งของทับทิม ครั้งละ 1 กำมือ (3-5 กรัม) ต้มกับน้ำ ดื่มวันละ 2 ครั้ง อาจใช้กานพลูหรืออบเชยแต่งกลิ่นให้น่าดื่มก็ได้

สารเคมี
เปลือกผลมีรสฝาด เนื่องจากมี tannin 22-25% gallotannic acid สารสีเขียวอมเหลือง รากมีสารอัลคาลอยด์ ชื่อ pelletierine และอนุพันธ์ของ pelletierine
คุณค่าด้านอาหาร
ทับทิมใช้รับประทานเป็นผลไม้รสหวาน หรือเปรี้ยวหวาน มีวิตามินซี และแร่ธาตุหลายตัว ช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน และบำรุงฟันให้แข็งแรง






ถั่วเหลือง

                     ถั่วเหลือง







YouTube Video


ถั่วเหลือง (Soybean, Glycine max (L.) Merrill) เป็นพืชเศรษฐกิจที่เหมาะสำหรับปลูกสลับกับการปลูกข้าว ได้มีรายงานการปลูกถั่วเหลืองในประเทศจีนเมื่อเกือบ 5,000 ปีมาแล้ว แต่ก็ยังไม่แน่ชัดว่าส่วนใดของประเทศจีนเป็นถิ่นกำเนิดที่สันนิษฐานและยอมรับกันโดยทั่วไปคือบริเวณหุบเขาแม่น้ำเหลือง (ประมาณเส้นรุ้งที่ 35 องศาเหนือ) เพราะว่าอารยธรรมของจีนได้ถือกำเนิดที่นั่น และประกอบกับมีการจารึกครั้งแรกเกี่ยวกับถั่วเหลือง เมื่อ 2295 ปีก่อนพุทธกาล ที่หุบเขาแม่น้ำเหลือง จากนั้นถั่วเหลืองได้แพร่กระจายสู่ประเทศเกาหลีและญี่ปุ่น เมื่อ 200 ปีก่อนคริสตกาล แล้วเข้าสู่ยุโรปในช่วงหลัง พ.ศ. 2143 และไปสู่สหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2347 จากนั้นกว่า 100 ปี ชาวอเมริกันได้ปลูกถั่วเหลืองเพื่อเป็นอาหารสัตว์ใช้เลี้ยงวัวโดยไม่ได้นำเมล็ดมาใช้ประโยชน์อย่างอื่น จนถึงปี พ.ศ. 2473 สหรัฐอเมริกาได้นำพันธ์ถั่วเหลืองจากจีนเข้าประเทศกว่า 1,000 สายพันธุ์ เพื่อการผสมและคัดเลือกพันธุ์ ทำให้ได้เมล็ดพันธุ์ที่มีเมล็ดโต ผลผลิตสูง เหมาะแก่การเพาะปลูกเพื่อผลิตเมล็ดมากขึ้น
ถั่วเหลืองของไทยส่วนมากปลูกแถบภาคเหนือ และภาคกลางตอนบน นิยมเรียกกันในภาษาไทยโดยทั่วๆไปหลายชื่อเช่น ถั่วพระเหลือง ถั่วแระ ถั่วแม่ตาย ถั่วเหลือง (ภาคกลาง) มะถั่วเน่า (ภาคเหนือ) เป็นต้น


ข้อมูลทางพันธุศาสตร์

ได้มีผู้พยายามลดขนาดของวงศ์ Leguminosae ให้เล็กลง โดยการตั้งวงศ์ Fabaceae เมื่อราว 25 ปีมาแล้ว แต่นักพฤกษศาสตร์ยังนิยมจัดถั่วเหลืองอยู่ในวงศ์ Leguminosae แล้วจัดวงศ์ Fabaceae เป็นวงศ์ย่อย
ชื่อวิทยาศาสตร์ของถั่วเหลืองมีหลายชื่อ เช่น Glycine soja, Soja max, Phaseolus Max, Dolichos soja แต่ที่ยอมรับกันในปัจจุบันคือ Glycine max (L.) Merr.

ลักษณะทางกายภาพของถั่วเหลือง


ถั่วเหลืองเป็นเมล็ดพืชที่มีคุณค่าทางโภชนาการเป็นแหล่งที่ดีของไขมันและโปรตีนที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ เมล็ดถั่วเหลืองมีหลายขนาดและหลากหลายสีรวมถึงสีดำ สีน้ำตาล สีฟ้า สีเหลืองเปลือกถั่วเหลืองที่แก่แล้วจะแข็งแรงทนต่อน้ำ ถ้าส่วนห่อหุ้มเมล็ดแตก ถั่วเหลืองอาจจะไม่งอก รอยที่คล้ายๆแผลเป็นสามารถเห็นได้ชัด บนส่วนห่อหุ้มเมล็ดเรียกว่า hilum หรือ แผลเป็นบนเมล็ดพืช และเป็นคล้ายรูเปิดเล็กๆที่สามารถดูดซึมน้ำ เข้าไปได้แต่ที่น่าสังเกต เมล็ดถั่วเหลืองบรรจุโปรตีนไว้สูง และสามารถทำให้แห้งโดย ไม่เสียหายและสามารถทำให้ฟื้นกลับมาโดยการใส่น้ำ
ถั่วเหลืองเป็นพืชล้มลุก ลำต้นสูงประมาณ 1-2 เมตร ลำต้นสี่เหลี่ยมปกคลุมด้วยขนสีเทาขาว ใบเป็นใบประกอบแบบนิ้วมือ ใบประกอบด้วยใบย่อย 3 ใบ รูปร่างคล้ายรูปไข่ปลายแหลมใบค่อนข้างหนา ผิวมันทั้งด้านบนและด้านล่าง ดอกเป็นช่อสีขาวหรือม่วงแดง ออกดอกเมื่ออายุประมาณ 25-30 วันเก็บเกี่ยวอายุประมาณ 90-100วัน ฝักแบนขาวติดเป็นกระจุกที่ข้อของต้น และกิ่งในฝักมีเมล็ด 3-5 เมล็ดรูปไข่ เมล็ดกลม ผิวสีเหลืองมันตาค่อนข้างลึกสีน้ำตาลอ่อน

ส่วนประกอบทางเคมี



น้ำมันและโปรตีนมีอยู่ในถั่วเหลืองทั้งคู่ประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ ของถั่วเหลืองโดยน้ำหนัก โปรตีน 40 เปอร์เซ็นต์ น้ำมัน 20 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลือเป็นคาร์โบไฮเดรต 35 เปอร์เซ็นต์ ความร้อนเสถียรในการเก็บโปรตีนมีส่วนกับโปรตีนถั่วเหลืองส่วนใหญ่ ความร้อนเสถียรนี้ทำให้ผลิตภัณฑ์อาหารจากถั่วเหลืองต้องการความร้อนสูง เช่น เต้าหู้ นมถั่วเหลือง ในการทำ ตั้งแตคาร์โบไฮเดรตในถั่วเหลืองถูกพบเป็นส่วนใหญ่ในเวย์ หรือ หางนม และถูกทำลายลงระหว่างการเดือดเป็นฟอง เต้าหู้ ซอสถั่วเหลือง จะไม่ทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะหรือลำไส้

ถั่วเหลืองกับการดัดแปลงพันธุกรรม


ถั่วเหลืองเป็นอาหารที่ถูกดัดแปลงพันธุกรรมชนิดหนึ่ง ตัวเลขของผลิตภัณฑ์ใช้ถั่วเหลืองที่ดัดแปลงพันธุกรรมมีมากขึ้น ในปี พ.ศ. 2538 (ค.ศ.1995)บริษัทที่ชื่อว่าmonsanto ได้นำเข้าถั่วเหลืองที่มีการคัดลอกยีนมาจากแบคทีเรียม(bacterium)ที่ชื่อว่า Agrobacterium ซึ่งทำให้พืชถั่วเหลืองสามารถทนต่อการพ่น herbicide ยีนของบัคเนเรียคือ EPSP (5-enolpyruvyl shikimic acid-3-phosphate) ถั่วเหลืองโดยทั่วๆไปจะมียีนนี้อยู่แล้วแต่จะไวต่อ glyphosate แต่พันธุ์ที่ดัดแปลงใหม่จะทนได้

การปลูกถั่วเหลืองในประเทศไทย


ไม่มีหลักฐานว่าเริ่มปลูกถั่วเหลืองครั้งแรกเมื่อใด แต่เชื่อกันว่าชาวจีนที่อพยพมาได้นำถั่วเหลืองเข้ามาด้วยเมื่อกว่า 200 ปีที่แล้ว ได้มีการปรับปรุงพันธุ์ถั่วเหลืองอย่างจริงจังตั้งแต่ปี พ.ศ. 2503 ทำให้มีถั่วเหลืองพันธุ์ดีเป็นจำนวนมาก ปัจจุบันการผลิตถั่วเหลืองในประเทศยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ และทำให้ต้องมีการนำเข้าถั่วเหลืองจากต่างประเทศ
การปลูกถั่วเหลืองปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 10 พันธุ์ ปรับปรุงโดยกรมวิชาการเกษตร คือ สจ.4 สจ.5 สุโขทัย 1 สุโขทัย 2 สุโขทัย 3 นครสวรรค์ 1 เชียงใหม่ 60 เชียงใหม่ 2 เชียงใหม่ 3 เชียงใหม่ 4 ถั่วเหลืองที่ สถาบันวิจัยพืชไร่ กรมวิชาการเกษตร ได้ดำเนินการพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์ถั่วเหลืองขึ้นมาใหม่ คือ “พันธุ์ศรีสำโรง 1” ซึ่งให้ผลผลิตสูง มีอายุเก็บเกี่ยวสั้น ทั้งยังสามารถต้านทานโรคราน้ำค้างได้ดี [1]
สำหรับพันธุ์ สจ.4 สจ.5 และ เชียงใหม่ 60 เป็นพันธุ์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด
ในประเทศไทยสามารถปลูกถั่วเหลืองได้ทั้งปี ปีละ 3 ฤดู การปลูกอาจต้องปรับสภาพดินให้เหมาะสมก่อน pH ประมาณ 5.5-6.5 และเตรียมเมล็ดโดยการคลุกเชื้อไรโซเบียม การคลุกเชื้อไรโซเบียมต้องใช้เชื้อที่ใช้กับถั่วเหลืองเท่านั้น ถั่วเหลืองต้องการน้ำประมาณ 300-400 มิลลิลิตรตลอดฤดูปลูก ช่วงที่สำคัญที่ไม่ควรขาดน้ำคือช่วงการงอกและช่วงออกดอก อายุการเก็บเกี่ยวของถั่วเหลืองจะขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ ซึ่งอยู่ในช่วงประมาณ 60-110 วัน

ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง

การแปรรูปถั่วเหลืองให้ได้ผลิตภัณฑ์อาหารที่หลากหลายขึ้นและเป็นที่นิยมของผู้บริโภคผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองที่จำหน่ายในท้องตลาดแบ่งได้เป็นกลุ่มใหญ่ดังนี้ น้ำมันถั่วเหลือง ถั่วเหลืองเป็นพืชน้ำมันที่สำคัญในหลายประเทศอาหารที่ทำจากถั่วเหลือง ประเทศในแถบเอเชีย เช่น ไทย จีน ญี่ปุ่น และประเทศอื่นในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แบ่งได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองที่ไม่ผ่านการหมักและผ่านการหมักก่อน ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองที่ไม่ผ่านการหมัก เช่น น้ำนมถั่วเหลือง เต้าหู้ ถั่วงอกที่เพาะจากถั่วเหลือง เป็นต้น ส่วนผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการหมักถั่วเหลือง เช่น ถั่วเน่า เทมเป้ ซอสถั่วเหลือง เต้าเจี้ยว เป็นต้นโปรตีนจากถั่วเหลือง หลังจากการสกัดน้ำมันถั่วเหลืองด้วยตัวทำละลายแล้ว ส่วนที่เหลือจะเป็นเนื้อถั่วทีอุดมด้วยโปรตีน สามารถแปรรูปเป็นอาหารหลายชนิด เช่น เนื้อเทียม (โปรตีนเกษตร) แป้ง เบเกอรี่ ทำโปรตีนเข้มข้น หรือผ่านกรรมวิธีเพื่อแยกเอาโปรตีนบริสุทธิ์ ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ได้จากการแปรรูปถั่วเหลือง ปัจจุบันได้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ขึ้นเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคในหลายๆ ประเทศ เพื่อเป็นการขยายตลาดและเพิ่มความนิยมในการบริโภคถั่วเหลือง ผลิตภัณฑ์ที่มีการพัฒนาขึ้นใหม่ เช่น ไอศกรีม โยเกิร์ตถั่วเหลือง เนยถั่วเหลือง เป็นต้นอาหารเสริมจากถั่วเหลือง เนื่องจากถั่วเหลืองมีสารเคมี ที่เป็นประโยชน์หลายชนิด เช่น เลซิติน โอลิโกแซคคาไรด์ วิตามินอี สเตอรอล ไฟเตทเป็นต้น สามารถใช้ถั่วเหลืองเพื่อช่วยเพิ่มเยื่อใยและคุณค่าทางอาหาร

รสชาติและสรรพคุณ


รสหวาน บำรุงม้าม ขับแห้ง สลายน้ำ ขับร้อน ถอนพิษ แก้ปวด มักใช้บำบัดอาการลำไส้ทำงานไม่ปกติ โรคบิด แน่นท้อง ผอมแห้ง แผลเปื่อย

คุณค่า


มีโปรตีน เลซิทิน และกรดแอมิโน รวมทั้งมีแคลเซียม ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก ไนอะซิน วิตามินบี1 และบี2 วิตามินเอและอี ซึ่งสามารถกระตุ้นการเจริญเติบโตของกระดูก ป้องกันการขาดแคลเซียมในกระดูก และบำรุงระบบประสาทในสมอง

ข้อพึงสังเกต


ถั่วเหลืองได้รับการขนานนามว่า "ราชาแห่งถั่ว" หากกินเป็นประจำช่วยป้องกันหลอดเลือดแข็งตัว โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และโรคเบาหวาน

อ้างอิง


YouTube Video



YouTube Video






มารู้จัก แอล-คาร์นิทีน

   มารู้จัก แอล-คาร์นิทีน



อีกหนึ่งสารอาหารที่เราสามารถหาทานเองได้ในทุกวัน เหมือนสารคาเทชินในชาเขียว และสารกลูตาไธโอนในอาหารจำพวกโปรตีน (อาหารประเภทโปรตีน มีสารประกอบที่ร่างกายสามารถนำมาสร้าง กลูตาไธโอน ให้กับร่างกายเราได้
แล้วแอล-คาร์นิทีนมาจากไหน
แอล-คาร์นิทีน ถูกสร้างขึ้นในร่างกายของเรา โดยสร้างขึ้นมาจากกรดอะมิโน 2 ตัว คือ ไลซีน (lysine) และเมไทโอนีน (methionine) แอล-คาร์นิทีนในร่างกายถูกนำใช้ไปในหน้าที่ต่างๆ หลายอย่าง
เช่น เข้าไปช่วยเพิ่มกระบวนการใช้ไขมัน โดยการขนส่งกรดไขมัน เข้าไปในไมโตรคอนเดรีย ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการสร้างพลังงานของเซลล์ หรือจะให้เข้าใจยิ่งขึ้น ก็คือ แอล-คาร์นิทีนช่วยให้ร่างกายเปลี่ยนกรดไขมันไปเป็นพลังงานนั่นเอง
โดยปกติแอล-คาร์นิทีน จะถูกสร้างขึ้นภายในตับและไต และนำไปเก็บไว้ในกล้ามเนื้อลาย เช่น กล้ามเนื้อตามแขน ขา นอกจากนี้ยังถูกลำเลียงไปเก็บไว้ในหัวใจ สมอง และสเปิร์ม จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงถูกสอนมาให้ทานอาหารประเภทโปรตีน ก็เพื่อให้ร่างกายสามารถเคลื่อนไหว ทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้ นั่นเอง

แหล่ง แอล-คาร์นิทีน อยู่ที่ไหน
ในอาหารเราจะพบในอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ นมและผลิตภัณฑ์จากนม ผลวะโอคาโด ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากถั่วหมัก

เราจะได้อะไรจาก แอล-คาร์นิทีน นอกเหนือจากพลังงาน 1.แอล-คาร์นีทีนทำให้เราแก่ช้าลง เพราะเซลล์ในร่างกายของเราทุกๆ เซลล์ ไม่ว่าจะเป็นเซลล์สมอง เซลล์จากระบบภูมิคุ้มกัน เซลล์จากหัวใจ หรือเซลล์จากที่อื่นๆ ในร่างกาย ทั้งหมดจะทำงานได้ดีก็ต่อเมื่อ ได้รับพลังงานเพียงพอและเหมาะสมกับความต้องการของเซลล์แต่ละชนิด และแอล-คาร์นิทีนนี่เองที่เข้าไปช่วยทำให้เซลล์มีอายุยืนนานขึ้น 2.ช่วยลดระดับไตรกลีเซอรไรด์ และเพิ่มระดับ HDL หรือไขมันดี ในเลือดให้เพิ่มขึ้น 3.ป้องกันโรคหัวใจ สุขภาพโดยรวมของหัวใจดีขึ้น และช่วยป้องกันการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว 4.ช่วยในการลดน้ำหนัก ถ้าใช้ร่วมกับวิธีการลดอาหารจำพวกแป้งลงในอาหารแต่ละมื้อ 5.ช่วยเพิ่มระดับพลังงานของร่างกายอย่างเป็นธรรมชาติ ค่อยเป็นค่อยไป โดยไม่ทำให้ร่างกายได้รับบาดเจ็บหรือเกิดความเสียหายใดๆ กับร่างกาย 6.ช่วยให้ความสามารถในการออกกำลังกายเพิ่มขึ้น มีความทนทานมากขึ้น และป้องกันเนื้อเยื่อไม่ให้เกิดความเสียหายอันเนื่องมาจากปริมาณออกซิเจนในเซลล์ไม่เพียงพอ
นอกจากนี้ แอล-คาร์นิทีน ยังทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานดีขึ้น ลดความเสียหายของเซลล์ประสาทอันเนื่องมาจากความเครียด ลดความเครียดได้ และช่วยในการทำงานของตับ ส่งผลให้สุขภาพโดยรวมของเราด้วย
แอล-คาร์นิทีน ช่วยเราลดน้ำหนักอย่างไร
อย่างที่เรารู้กันว่า หน้าที่หลักของ แอล-คาร์นิทีน จะช่วยลำเลียงโมเลกุลไขมันเล็กๆ เข้าไปใช้ในเซลล์ต่างๆ ซึ่งในจุดนี้เองที่จะทำให้เกิดการนำไขมันไปเปลี่ยนเป็นพลังงาน ดังนั้นหากร่างกายขาดสารแอล-คาร์นิทีน หรือมีไม่เพียงพอที่จะเป็นตัวพาเม็ดไขมันไปเผาผลาญแล้วละก็ ปัญหาสุขภาพอันเนื่องมาจากไขมันสะสมก็จะเป็นเรื่องตามมาที่สามารถส่งผลเสียต่อร่างกายของคุณอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นความอ้วน และการสะสมของไขมันตามหลอดเลือด ซึ่งอาจจะส่งผลต่อความยืดหยุ่นของหลอดเลือด และนำมาซึ่งปัญหาไขมันในเลือดสูงและมีความดันโลหิตสูงตามมาได้ นอกจากนี้ ยังอาจจะมีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อแขนขา อ่อนเพลีย ซึมและเหนื่อยง่าย
มีงานวิจัยมากมายที่ยืนยันถึงประโยชน์ของการใช้ แอล-คาร์นิทีน ในวงการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ในผู้ป่วยที่มีปัญหากล้ามเนื้ออ่อนแรงมาก จนไม่สามารถตั้งศีรษะให้ตรงได้ ซึ่งหลังจากมีการใช้ แอล-คาร์นิทีน ขนาด 2 กรัม/วัน อาการดังกล่าวก็หายไป หรือการใช้ในนักกีฬา ก็มีการยืนยันว่าสามารถเพิ่มแรงสำหรับการออกกำลังกายหนักๆ เช่น วิ่งมาราธอน รวมทั้งมีการใช้ แอล-คาร์นิทีน เพื่อช่วยให้การทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจดีขึ้น
ด้วยเหตุนี้เอง จึงทีมคณะนักวิจัยได้ทดลองนำเอาแอล-คาร์นิทีน มาช่วยในการลดน้ำหนัก โดยแบ่งวัยรุ่นที่อ้วนเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกให้รับประทาน แอล-คาร์นิทีน ขนาด 2 g/วัน อีกกลุ่มได้ยาหลอก โดยทั้งสองกลุ่มถูกจำกัดอาหารให้มีแคลอรี่เท่าๆกัน และมีการออกกำลังกายขนาดปานกลางเหมือนกัน
หลังจากนั้น 3 เดือนต่อมาจึงทำการวัดน้ำหนักตัวอีกครั้ง พบว่ากลุ่มที่ได้รับ แอล-คาร์นิทีน น้ำหนักตัวลดลงเฉลี่ย 11 ปอนด์ ขณะที่อีกกลุ่มลดลงเฉลี่ยไม่ถึง 2 ปอนด์ และปริมาณไขมันในกระแสเลือดก็ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม ทุกสิ่งบนโลกนี้ หากมีประโยชน์ ก็ต้องมีโทษด้วยเช่นกัน คนที่ทานมังสวิรัติอาจจะเกิดภาวะการขาดแอล-คาร์นิทีนได้ในบางครั้ง หรือในผู้ป่วยบางรายที่มีปัญหาเกี่ยวกับการดูดซึมของระบบย่อยอาหาร รวมไปถึงในกรณีที่มีผู้ป่วยที่ขาดแอล-คาร์นิทีน (ซึ่งพบน้อยมาก) ซึ่งอาจจะเกิดจากความผิดปกติของยีน หรือตับ หรือไต หรือกินอาหารที่มีกรดอะมิโนไลซีน และเมไทโอนีนน้อย ก็จะมีอาการอ่อนล้าของกล้ามเนื้อ เจ็บหน้าอก เจ็บกล้ามเนื้อ แขนขาล้าอ่อนแรง ความดันเลือดต่ำ และอาจจะมีอาการมึนงงสับสนร่วมด้วย เป็นต้น
อีกทั้งสำหรับผู้ที่ต้องการรับประทานอาหารเสริมที่มีแอล-คาร์นิทีน ต้องระวังเพราะอาจจะมีผลข้างเคียงต่างๆ เกิดขึ้นกับร่างกายได้ และอาจจะเข้าทำปฏิกิริยากับยาอื่นๆ ที่กินร่วมกัน ดังนั้น ในการใช้แต่ละครั้ง ควรต้องอยู่ในความควบคุมดูแลของแพทย์จะปลอดภัยกว่า
นอกจากนี้มีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าถ้ากินเข้าไปมากขนาด 5 กรัมต่อวัน หรือมากกว่าอาจจะทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนได้ ส่วนอาการข้างเคียงอื่นๆ ที่อาจจะพบได้บ้างก็เช่นมีความอยากอาหารเพิ่มขึ้น มีกลิ่นตัว และเกิดมีผื่นแดง และในนักกีฬาหรือคนที่กินแอล-คาร์นิทีนเสริมสำหรับการเล่นกีฬาเพื่อช่วยในการสลายไขมันและช่วยทำให้การทำงานของกล้ามเนื้อดีขึ้น ก็ควรจะต้องหยุดใช้เพื่อให้กล้ามเนื้อได้พักบ้างอย่างน้อยเดือนละ 1 อาทิตย์ คือไม่ควรใช้ต่อเนื่องติดต่อกันไปเป็นเวลานานๆ
และสำหรับคนที่มีอาการแพ้ต่ออาหารโปรตีน เช่น ไข่ นม หรือข้าวสาลี ไม่ควรกินผลิตภัณฑ์ที่เสริมแอล-คาร์นิทีนเป็นอันขาด รวมไปถึงคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับตับและไต เด็กที่มีอายุยังไม่ถึง 2 ขวบ และสตรีมีครรภ์ ก็ควรหลีกเลี่ยงการใช้ ถ้าไม่จำเป็น หรือใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์

รู้กันไปแล้วสำหรับสารอาหารสำคัญตัวนี้ สิ่งสำคัญที่สุดของการรับประทานอาหาร คือทานให้หลากหลาย และครบทุกหมู่ ปัญหาการขาดสารอาหารตัวใดตัวหนึ่งก็จะไม่เกิดขึ้น และการทานอาหารเสริมก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป หากใส่ใจร่างกายตัวเองอีกสักนิด สุขภาพร่างกายก็จะดีขึ้นด้วย


กลูตาไธโอน ชื่อนี้มีความหมาย


ขึ้นชื่อว่าความสวยความงาม ย่อมเป็นที่สนอกสนใจของสาว ๆ อยู่แล้ว ยิ่งถ้ามีอะไรที่มาช่วยทำให้ผู้หญิงเราสวยขึ้นแล้วล่ะก็ เป็นอันต้องตาลุกวาวเรื่อยไป

ก่อนหน้านี้ ก็มีข่าวฮิตกินวิตามินเสริมให้ผิวขาวสวยใส มาตอนนี้กระแสของการทำให้ผิวขาวสวยได้เร็วยิ่งกว่าการกิน นั่นคือการฉีดสารที่ทำให้ผิวเราขาวขึ้น สารที่ว่านั้น ก็คือ กลูตาไธโอนที่เราจะพูดถึงวันนี้นี่เอง
กลูตาไธโอน สารต้านอนุมูลอิสระชั้นยอด สารกลูตาไธโอนเกี่ยวข้องกับสารต้านอนุมูลอิสระอย่างไร ก่อนต้องต้องขออธิบายถึงลักษณะทางเคมีและหน้าที่สำคัญของเจ้าสารชนิดนี้เสียก่อน

กลูตาไธโอนเป็น สารประกอบด้วยกรดอะมิโน 3 โมเลกุล ที่รู้จักกันว่า ไตรเพปไทด์ (Tripeptide) ได้แก่ Cysteine, Glycine และ Glutamic acid ทำหน้าที่หลัก คือ การสร้างเอนไซม์เพื่อกำจัดสารพิษ และช่วยตับขับสารพิษในร่างกายให้ดีขึ้น ทำหน้าที่ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ นั่นคือการต้านปฏิกิริยาออกซิเดชั่น อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นการทำงานของภูมิคุ้มกันร่างกาย ให้ทำงานได้อย่างประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงการต่อต้านสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ อย่าง เชื้อไวรัส แบคทีเรีย ที่จะเข้าสู่ร่างกายเราด้วย


กลูตาไธโอนมาจากไหน

หลายคนอาจจะนึกไปถึงการกินยา หรือการฉีด แต่จริง ๆ แล้วสารกลูตาไธโอนนั้น ได้มาจากธรรมชาติ อาหารที่เรารับประทานอยู่ทุกวัน ไม่ว่าจะเป็น นม, ไข่, เนื้อสัตว์อย่างปลา ผักผลไม้อย่าง มะเขือเทศ, ผักบลอคโคลี, หน่อไม้ผรั่ง, ผักโขม, สตอเบอรี่, ส้ม หรือเม็ดถั่วอย่างวอลนัท ต่างมีสาร กลูตาไธโอนอยู่ในตัว นอกจากนี้ร่างกายเราก็สามารถสร้างกลูตาไธโอนได้ โดยมีสารหลายชนิดมาประกอบ ได้แก่ Alpha lipoic acid, Glutamine3, Methionine, Whey Protein, Vitamin B-6, Vitamin B-2, Vitamin C และ Selenium

กลูตาไธโอนทำให้ผิวขาวได้จริงหรือ

สารกลูตาไธโอนมีส่วนช่วยให้ผิวขาวได้จริง โดยกลูตาไธโอนจะไปยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส ซึ่งเป็นตัวการสร้างยูเมลานิน (เมลานินสีคล้ำ) และไปกระตุ้นการสร้างฟีโอเมลานิน (สีอ่อนขาวชมพู) ให้มากขึ้น ดังนั้นจึงถือได้ว่า กระบวนการดังกล่าวเป็นการช่วยผลัดเซลล์ผิว และเป็นการซ่อมแซมผิวหนังเมื่อมีการสร้างเม็ดสีขึ้นมากกว่าปกติ ลองสังเกตคนผิวขาวที่ออกแดด ผิวจะคล้ำขึ้น แต่ในระยะเวลาไม่นานสีผิวที่เคยคล้ำก็สามารถกลับมาเป็นปกติได้เหมือนเดิม เนื่องด้วยกระบวนการดังกล่าวนั่นเอง

กลูตาไธโอน สุขภาพดี ชีวิตยืนยาว

กลูตาไธโอน ไม่ได้มีประโยชน์ในแง่ของการสร้างความขาวให้ผิวเราเท่านั้น แต่มีส่วนทำให้กระบวนการทำงานในระบบอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายเราทำงานได้ดีขึ้น คุณสมบัติหลัก ๆ ของกลูตาไธโอน มีส่วนในการป้องการการเกิดปฏิกิริยาออกซิเจน (ออกซิเดชั่น) ระหว่างการย่อยสลาย และเมื่อกลูตาไธโอนทำงานร่วมกับวิตามินซี จะทำให้ร่างกายดูดซึมสารได้ดียิ่งขึ้น นำไปช่วยในกระบวนการซ่อมแซม ฟื้นฟู ร่างกายในส่วนต่าง ๆ ถือได้ว่าเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชั้นยอดอีกหนึ่งชนิด ดังนั้นการรับประทานอาหารที่มีสารกลูตาไธโอนอยู่เสมอ จะช่วยป้องกับความเสื่อมของเซลล์ในร่างกาย ลดโอกาสการเกิดโรคต่าง ๆ ทั้งโรคมะเร็ง โรคหัวใจ ข้ออักเสบ โรคไต โรคตับ เป็นต้น

นอกจากนี้สารกลูตาไธโอน ยังมีประโยชน์ในทางการแพทย์ ช่วยในการรักษาโรคเกี่ยวกับเส้นประสาทบกพร่อง อย่างโรคพาร์กินสัน หรือโรคอัลไซเมอร์ หรือในบางรายที่มีปัญหาการขาดกลูตาไธโอน แพทย์อาจให้เสริมเพื่อช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายได้


จำเป็นต้องเสริมกลูตาไธโอนหรือไม่

ไม่ว่าจะกินหรือจะฉีด ก็ไม่ได้ช่วยให้ผิวขาวขึ้น หรือทำให้สุขภาพดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการฉีดให้ผิวขาวนั้น ยังไม่มีผลการยืนยันที่แน่นอน และมีความเสี่ยงสูง การทานก็เช่นเดียวกัน กลูตาไธโอนที่ผลิตขึ้นเป็นเม็ดแคปซูล ไม่สามารถย่อยและดูดซึมในกระเพาะได้ ดังนั้น การรับประทานจึงไม่มีประโยชน์ใด ๆ เลย ร่างกายจะสามารถใช้ประโยชน์จากการกลูตาไธโอนก็ต่อเมื่อมีการย่อยอาหารและสังเคราะห์สารนี้ขึ้นมาในร่างกายเราเองเท่านั้น


แต่ถ้าอยากผิวขาวสุขภาพดีจริง ๆ เพียงแค่เราตั้งใจดูแลตัวเอง รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ทานผักผลไม้มาก ๆ และหลากหลาย หลีกเลี่ยงปัจจัยที่อาจก่อสารพิษให้กับร่างกายเราอย่าง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ ยาเสพติดต่าง ๆ ที่อาจทำลายเซลล์ในร่างกายของเรา และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ นอกจากผิวจะขาวสวยใสสมใจแล้ว สุขภาพกายดี สุขภาพจิตก็ดีด้วย











.

โสมสกัด

          โสมสกัด


ข้อมูลเกี่ยวกับโสมสกัด
















โสมเป็นรากของพืชทำให้แห้งอยู่ในตระกูล Araliaceae แบ่งคร่าวๆว่า เป็นโสมที่มีแหล่งกำเนิดจากเอเซียเรียก Asian ginseng ( Panax ginseng C.A., Meyer)ได้โสมจากประเทศ จีน เกาหลี โสมจาก ประเทศอเมริกา American ginseng ( Panax quinquefolius L. ) ให้ผลการรักษาน้อยกว่าจากเอเซีย อีกชนิดหนึ่งคือ Siberian ginseng ส่วนประกอบจะไม่เหมือนสองชนิดแรก ให้ผลการรักษาอ่อนสุด
โสมเป็นสมุนไพรซึ่งนิยมใช้ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันโดยประเทศทาง ตะวันออกเชื่อว่าเป็นยาครอบจักรวาลช่วยเพิ่มพลังโสมนี้ยังมีชื่อเรียก หลายอย่างเช่น โสมจัน โสมญี่ปุ่น โสมเกาหลี โสมอเมริกา ผักกะโสม โสมไทย โสมดอกแดง และโสมที่นิยมใช้กันมาพันปี คือ โสมเกาหลี หรือโสมอเมริกา ซึ่งเชื่อว่ามี


สรรพคุณ


ทางยาอย่างแท้จริง


การเก็บโสม



การเก็บโสม ส่วนที่เก็บคือราก การเก็บรากโสมต้องทำให้แห้งโดยเร็ว เพื่อป้องกันมิให้ enzyme ในรากออกมาทำลาย saponin ในประเทศเกาหลีจะมีการคัด โสมคุณภาพดีจำนวนหนึ่งอบไอน้ำเพื่อ ฆ่า enzyme ให้หมดก่อนอบแห้ง เรียกโสมที่ผ่านกรรมวิธีนี้ว่า โสมแดง จัดเป็นโสมที่มีคุณภาพสูงสุด ราคาสูง ส่วนโสมที่นำไปตากแดด หรือ ทำให้แห้งโดยวิธีอื่นเรียกว่า โสมขาว คุณภาพและ ราคาต่ำกว่าชนิดแรก ปัจจุบันโสมเป็นสมุนไพรที่รู้จักกันดีทั่วโลก ในลักษณะอาหารเสริมสุขภาพ แต่เนื่องจากราคาค่อนข้างแพง จึงทำให้ผู้ใช้เกิดความสนใจว่า ช่วยเพิ่มพลัง คุณสมบัติต่อต้านความเมื่อยล้าของโสม ทำให้ร่างกายมีการปลด ปล่อยพลังงานมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพขณะ ทำงานหรือออก กำลังกาย โสมช่วยให้ผนังเซลล์ ดูดซึมออกซิเจนเพิ่มขึ้น มีผลทำให้ขบวนการเผาผลาญภายในร่างกายเพิ่มมากขึ้น ร่างกายจึงปลดปล่อยพลังงานได้มากขึ้นร่างกายจึงเหน็ดเหนื่อยช้า มีความทนต่อการทำงานหนักมากยิ่งขึ้น ใช้ป้องกันโรคมะเร็ง เสริมภูมิคุ้มกัน มีการทดลองในสัตว์พบว่าโสมสามารถเพิ่มการตอบสนองของภูมิ เพิ่มขึ้น 50% มีปฏิกิริยาตอบสนองของเม็ดเลือดขาวต่อสารเคมีสูงขึ้น มีอัตราการทำลายจุลินทรีย์ หรืออนุภาคแปลกปลอมต่างๆ ของเซลล์เม็ดเลือดขาวเพิ่มขึ้น จำนวนเม็ดเลือดขาวเพิ่มสูงขึ้น

เป็นผลทำให้ร่างกายสามารถเพิ่มภูมิคุ้มกันต่อโรค ที่มีสาเหตุจาก เชื้อจุลินทรีย์ เชื้อไวรัส เชื้อรา และสารเคมีต่างๆ ตลอดจนการต่อต้าน โรคภูมิแพ้ หรือโรคที่เกิดจากภูมิคุ้มกันบกพร่องชนิดต่างๆได้ดี ช่วยคลายเครียด คุณสมบัติต่อต้านความเครียดของโสม ช่วยปรับ สภาพร่างกายและจิตใจ ให้ทนต่อความกดดันจากภายนอก

โสมจะเป็นตัวป้องกันและต่อต้านความเครียด โดยเร่งขบวนการเผาผลาญอาหารต่างๆ เพื่อปลดปล่อยพลังงานออกมาต่อต้านความเครียด เป็นสมุนไพรที่ชลอความแก่อนุมูลอิสระที่สลายตัวจากการเผาพลาญ จะเป็นตัวทำลายเนื้อเยื่อของอวัยวะต่างๆ ให้เสื่อมสลายลง อันเป็นสาเหตุหนึ่งของความแก่ โสมสามารถทำลายอนุมูลอิสระของออกซิเจน ช่วยให้เนื้อเยื่อเสื่อมช้าลง ประกอบกับคุณสมบัติ เป็นตัวปรับสภาพให้ร่างกายและจิตใจ มีความทนทานต่อความกดดัน ซึ่งช่วยลดขบวนการของความแก่ ดังนั้นโสมจึงช่วยให้ชะลอความแก่ลงได้ ช่วยลดน้ำตาลในผู้ป่วยเบาหวาน ในคนไข้ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง โสมทำให้ต่อมในตับอ่อนหลั่งอินซูลิน ออกมาควบคุมระดับน้ำตาลใน เลือดได้ดีขึ้น ช่วยป้องกันการเกิดอาการมึนชา ตามนิ้วมือนิ้วเท้า และการเกิดแผลเน่าเปื่อย นอกจากนี้ ginsenoside Rb และ
ginsenoside Rc ยังออกฤทธิ์คล้ายอินซูลิน จึงช่วยลดขนาดการใช้อินซูลินจากภายนอกในการรักษาคนไข้โรคเบาหวานได้ รักษาโรคสมรรถภาพทางเพศเสื่อม ผลต่อ สมรรถภาพทางเพศ ในสมัยโบราณเชื่อกันว่าโสมเป็นตัวกระตุ้นกำหนัดทางเพศ แต่การวิจัยทางวิทยาศาสตร์พิสูจน์ได้ว่า โสมไม่ ได้ทำให้ฮอร์โมนทางเพศเปลี่ยนแปลงเลย การที่โสมช่วยให้สมรรถภาพทางเพศดีขึ้น เป็นผลจากคุณสมบัติที่ทำให้สุขภาพจิต ต่อต้านความเครียด และสมรรถภาพทางร่างกายต่อต้านความเมื่อยล้า อดทนแข็งแรงดีขึ้น


สารสำคัญในโสม



สารสำคัญที่พบในรากเป็นสาร saponin ซึ่งแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่ม ginsenosideกลุ่ม panaxosideและกลุ่มchikusetsusaponin แต่ส่วนประกอบที่สำคัญของโสม คือ ginsenoside ซึ่งจะมีในโสม ประมาณร้อยละ 1 -2 โดยน้ำหนัก ขึ้นกับชนิดของโสม แหล่งที่ปลูก รวมทั้งกระบวนการผลิตพบว่าโสมที่ขายในท้องตลาดบางชนิดแทบจะไม่มี ginsenoside เลย ดังนั้นเมื่อหาซื้อโสมมาบำรุงร่างกายจึงควรดูส่วนประกอบของโสม คือ ginsenoside เป็นสำคัญ

หลักฐานทางวิทยาศาสตร์


ยังไม่มีมาตรฐานความบริสุทธิ์และความเข้มข้นของโสม ทำให้ขาดความน่าเชื่อถือ พอจะมีหลักฐานว่าโสมทำให้มีพลังเพิ่มขึ้น แต่เนื่องจากยังขาดมาตรฐานในการทดลองจึงขาดความน่าเชื่อถือ ผลข้างเคียงของโสม ผู้ที่รับประทานโสมมานานและปริมาณมากอาจจะเกิดกลุ่มอาการที่ประกอบไปด้วย ความดันโลหิตสูง นอนไม่หลับ มีผื่น และท้องร่วง ที่ี่เรียกว่า ginseng abuse syndrome โสมแดง อาจจะเสริมฤทธิ์กับกาแฟ หรือสารที่กระตุ้น แม่ที่รับประทานโสม ขณะตั้งครรภ์เมื่อคลอดลูก อาจจะมีขนมาก โสมมีฮอร์โมนซึ่งทำให้เกิดอาการคัดเต้านม


ประโยชน์ของโสม


สาร Adaptogens ในโสม มีคุณสมบัติลดความเครียด ช่วยปรับสภาพร่างกายและจิตใจให้ทนต่อภาวะต่างๆ ได้มากขึ้น และยังช่วยลดความเมื่อยล้า โดยกระตุ้นให้เซลล์ในร่างกายสร้างพลังงานเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า และกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายให้แข็งแรงมากขึ้น นอกเหนือจากสรรพคุณที่ได้กล่าวมาแล้วยังมีรายงานผลการวิจัย ของโสมเพิ่มเติมอีกดังต่อไปนี้
โสมมีส่วนช่วยเพิ่มการสร้างพลังงาน ทำให้นักกีฬามีความทนทานต่อการออกกำลังหนักได้ดีขึ้น และทำ ให้สามารถนำพาออกซิเจนไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายให้แข็งแรง โดยการสร้างสาร Interferon ซึ่งเป็นสารต้านเชื้อไวรัส และกระตุ้นการสร้างโปรตีน Interleukin- 1



- ช่วยบรรเทาอาการร้อนวูบวาบในหญิงวัยหมด ประจำเดือน


- ลดการหลั่งฮอร์โมนที่ทำให้เกิดความเครียดจากต่อมหมวกไต


- ลดอัตราการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง


- ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับปกติ


- ช่วยฟื้นฟูสมรรถภาพทางเพศ


- ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจเป็นปกติ


- ลดอาการข้างเคียงจากการฉายรังสี



จากที่กล่าวข้างต้นจะเห็นได้ว่าพืชสมุนไพรชนิดนี้มีสรรพคุณมากมาย ตั้งแต่เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบต่างๆ ในเวลาที่อ่อนเพลีย ช่วยสร้างพลังงานกับร่างกาย ลดภาวะซึมเศร้า เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจและ หลอดเลือด ไปจนถึงการเสริมสร้างระบบความจำของสมอง ถึงแม้ว่าการรับประทานโสม อาจทำให้มีอาการนอนไม่หลับได้บ้าง แต่ในปัจจุบันยังไม่พบอาการ ไม่พึงประสงค์ที่ร้ายแรงจากการใช้โสม (การใช้โสมหรือสมุนไพรอื่นๆ ในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ควรอยู่ภายใต้การควบคุมของแพทย์หรือเภสัชกร)


สารสกัดจากกระชายดำ

          สารสกัดจากกระชายดำ


กระชายดำ



ข้อมูลเกี่ยวกับกระชายดำ

โอสถสารกระชายดำวิจัยพบฤทธิ์เทียบเท่าโสมเกาหลี



กระชายดำกับตำนานสรรพคุณ















กระชายดำ เป็นพืชสมุนไพรที่มีการกล่าวถึงสรรพคุณกันอย่างมากมาย ทั้งสรรพคุณทางไสย-เวทย์ สรรพคุณทางสมุนไพร และสรรพคุณทางยาแผนปัจจุบัน


การกล่าวถึงสรรพคุณที่มากมายจนกลายเป็นตำนานสืบทอดต่อกันมานั้น สามารถบันทึกและรวบรวมไว้ดังนี้

ในสมัยโบราณมีการบันทึกถึงการใช้ว่านกระชายดำในทางคงกระพันชาตรี ต่อต้านศาสตราวุธ และแคล้วคลาดจากคมหอกคมดาบได้เป็นอย่างดี มีตำนานเล่าขานกันมาว่า นักรบในสมัยโบราณมักพกกระชายดำติดตัวไปทุกครั้งเมื่อออกสนามรบ และจะเคี้ยวอมไว้ในปาก เวลาต่อสู้กับข้าศึก แต่ต้องคำนึงถึงที่มาของว่านด้วย เพราะการที่ว่านจะมีอิทธิฤทธิ์นั้น จะต้องมีขั้นตอนของการทำพิธีกรรมทางไสยเวทย์โดยการบรมคาถากำกับจากครูบาหรือพระครูที่ผ่านการเรียนรู้มาอย่างถูกต้อง

มีการกำหนดพิธีกรรมตั้งแต่การลงปลูกครั้งแรก และต้องมีฤกษ์ยาม ประกอบด้วยการดูแลรักษาจะต้องพิถีพิถันตามหลักการของพิธีกรรม และเวลาเก็บว่านต้องดูฤกษ์ยาม พร้อมกับทำพิธีกรรมบรมคาถากำกับด้วย สำคัญผู้ที่จะรับว่านไปใช้จะต้องมีการตั้งครูก่อนที่จะรับของดี และต้องมีวันเวลาบูชาครูตามฤกษ์ยามอีกด้วยหลักการเช่นนี้ มีบันทึกในตำราไสยเวทย์และคาถาอาคมฉบับโบราณ


ในตำรายาโบราณบางฉบับมีการบันทึกถึงการนำกระชายดำไปใช ้เป็นยาสมุนไพรในหลายตำรับ ดังเช่นคัมภีร์ยา “นพเก้า” ที่กล่าวกัน ว่าเป็นสุดยอดของตำรายา

สมุนไพร ซึ่งมีตัวยาทั้งหมด 9 ชนิดและกระชายดำก็เป็นหนึ่งในเก้าชนิดนั้นเช่นกัน ตำรายาของขอมโบราณก็มีการบันทึกตำรับยากระชายดำผสมน้ำผึ้งเดือนห้าไว้ด้วย


ส่วนตำราว่านมหามงคลนั้นก็มีบันทึกถึงกระชายดำเช่นกันว่า เป็นว่านมหามงคล มีเมตตามหานิยม คงกระพันชาตรี ถ้าปลูกไว้หน้า บ้านหรือปลูกใส่กระถางนำไปตั้งไว้หน้าบ้านจะเป็นสิริมงคลมีแต่เรื่องดี ๆ เข้ามาในบ้าน ป้องกันภูตผีปีศาจ ซึ่งบรรดานักเลงว่านทั้งหลายนิยมสะสมกันมานาน และในสมัยก่อนถือว่าเป็นว่านที่หายากมีราคาแพง

หมอพื้นบ้านมีการนำว่านกระชายดำมาใช้เป็นส่วนผสมของสูตรยาสมุนไพรมานานแล้ว โดยเฉพาะยารักษาโรคต่าง ๆ และยาชูกำลังหรือ ยาบำรุงสมรรถภาพทางเพศ แต่จะเก็บไว้เป็นความลับเฉพาะตัวบุคคล ไม่เผยแพร่ให้รู้จัก เพราะเชื่อกันว่าตัวยานี้มีครูที่จะต้องเก็บรักษามีคาถาอาคมประกอบ และต้องมีสัจจะต่อครูบาอาจารย์คือไม่ให้เปิดเผยโดยทั่วไป ยกเว้นเสียแต่ว่ามีผู้สืบทอดอย่างเป็นทางการ ซึ่งก่อนจะได้รับการถ่ายทอดวิชาและสอนตำรับยาอย่างเป็นทางการ นั้นจะต้องผ่านพิธีกรรม การสาบานตนเป็นลูกศิษย์อย่างเป็นทางการ และต้องเสียค่าบูชาหรือที่เรียกว่าค่าครูด้วย มิเช่นนั้นจะถือว่าไม่ศักดิ์สิทธิ์จริง ด้วยวิธีการถ่ายทอดวิชาความรู้เรื่องสูตรยาสมุนไพร ที่ยุ่งยากซับซ้อนนี้ จึงทำให้คนรุ่นหลังไม่ค่อยให้ความสนใจมากนัก ทำให้ตำรายาดี ๆ หลายตำรับหายสาบสูญไปกับเจ้าของสูตรนั้นมามากต่อมากแล้ว กระชายดำก็เช่นกันแม้จะมีการใช้ทำยามานานแต่ถูกปิดบังโดยเงื่อนไข ทางพิธีกรรมที่สืบทอดกันมา จึงทำให้สมุนไพร ชนิดนี้ในอดีตไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายมากนัก แต่ในปัจจุบันเป็นที่รู้จัก กันโดยทั่วไปทั้งในและต่างประเทศ


กลุ่มจุดตะเกียง


สาระ ความรู้สึก มุมมองหลากหลายของสมาชิกในกลุ่ม ที่อยากถ่ายทอด
นายฉกรรจ์ แสงรักษาวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร

กล่าวว่าแม้กระชาย ดำจะราคาตกต่ำ แต่ก็เป็นสมุนไพรร่วมสมัยที่ผู้คนให้ความสนใจ เนื่องจากมีสรรพคุณมากมายทั้งต้านการอักเสบ ต้านเชื้อรา เชื้อไวรัส วัณโรค มาลาเรีย การเกิดอนุมูลอิสระและแผลในกระเพาะอาหาร และที่โดดเด่นที่สุดก็คือ สรรพคุณในด้านบำรุงกำลังเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ จนได้รับการขนานนามว่า

''โสมไทย'' นอกจากนี้ ผลการวิจัยล่าสุดยังได้พบว่ากระชายดำมีฤทธิ์ ต้านทานความเหนื่อยล้า


ด้วยเห็นว่าเป็นสมุนไพรที่ยังมีอนาคต และเพื่อหาข้อมูลทางวิชาการ มาเป็นเครื่องยืนยัน กรมวิชาการเกษตรจึงร่วมกับสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.)


ซึ่งเป็นองค์การมหาชนจัดทำ โครงการศึกษาสารออกฤทธิ์ ต้านความเหนื่อยล้า ของเหง้ากระชายดำ สำหรับการคัดเลือกพันธุ์เชิงพาณิชย์ โดย สวก.ให้ทุนสนับสนุนการวิจัยแก่กรมวิชาการเกษตร จำนวน 5,833,432 บาท ใช้ระยะเวลาทำวิจัย 2 ปี (2547- 2549)



ดร.เสริมสกุล พจนการุณ นักวิชาการเกษตร 6 ศูนย์บริการและวิชาการด้านพืช และปัจจัยการผลิตจังหวัดเลย หนึ่งในผู้ทำวิจัยเปิดเผยว่า โครงการนี้มีนักวิจัยทำงานร่วมกันหลายท่าน โดยในส่วนของตัวเองรับผิดชอบในการรวบรวมศึกษาและคัดเลือกพันธุ์กระชายดำ และการ วิจัยเชิงสำรวจ และศึกษาความเป็นไปได้



ทางเศรษฐศาสตร์


ส่วนการทดสอบฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา ของสารสกัดเหง้ากระชายดำ การศึกษาวิเคราะห์องค์ ประกอบเคมีของสัดส่วน (fraction) ที่มีฤทธิ์ ต้านความเหนื่อยล้าและวัยขณะเก็บเกี่ยว และการเก็บรักษาเหง้ากระชายดำที่เหมาะสมนั้นได้ให้ทาง ดร.ไชยยง รุจจนเวท, ดร.ประสาท กิตตะคุปต์ และ รศ.ดร.มานิตย์ โฆษิตตระกูล เป็นผู้ทำการศึกษาตามความถนัดของแต่ละท่าน

สำหรับในเบื้องต้นนี้ กรมจะดำเนินการรวบรวม และศึกษาพันธุ์กระชายดำ จากแหล่งปลูกเชิงการค้าในพื้นที่ต่างๆ และปลูกทดสอบพันธุ์ในแปลงต่างๆของประเทศไทย

จากนั้นจะแยกสารสกัดจากเหง้ากระชายดำ และใช้องค์ประกอบทางเคมีสัดส่วนที่มีฤทธิ์ต้านความเหนื่อยล้า เป็นเกณฑ์ในการคัดเลือกพันธุ์เชิงพาณิชย์ เพื่อให้ได้ กระชายดำพันธุ์ดี มีฤทธิ์ต้านความเหนื่อยล้าและให้ผลผลิตต่อไร่สูง ก่อนกระจายพันธุ์ดีให้เกษตรกรปลูกตามแนวทางเกษตรดีที่เหมาะสม (GAP)



กระชายดำของไทยวันนี้ จะยืนเทียบโสมเกาหลีได้หรือไม่... คงไม่สำคัญเท่าใดนัก... กับปัจจัยที่ว่าเมื่อ เกษตรกรปลูกแล้วขายไม่ออกเป็น เรื่องที่สำคัญกว่า...ค่ะ!!!

ช่วยซื้อ ซันคลาร่า เท่ากับได้ช่วยเกษตรกร





ที่มา : สถาบันการแพทย์แผนไทย






โสมตังกุย

      โสมตังกุย





ข้อมูลเกี่ยวกับโสมตังกุุย



โสมตังกุย
ตังกุย...มีกลิ่นหอม รสหวานเพ็ด มีฤทธิ์ร้อนเล็กน้อย อุดมด้วยวิตามิน บี 1 บี6 บี12 กรดโฟลิก และไบโอติน ช่วยกระตุ้นการไหล เวียนของโลหิต บำรุงเลือด
ทำให้ประจำเดือนมาเป็นปกติ บรรเทาอาการปวดประจำเดือน ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง แพทย์จีนโบราณยกให้ตังกุย เป็นสมุนไพรขนานเอกสำหรับสตรี นอกจากนี้
ตังกุยยังช่วยบรรเทาอาการปวดหัว ปวดเมื่อยตามเนื้อตัว และเป็นยาระบายอ่อนๆ อีกด้วย
สรรพคุณของตังกุยอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกมาก เช่น
* เป็นสารต้านการเจริญเติบโตของเชื้อราบางชนิด
* ใช้เป็นยาแก้โรคผิวหนัง เช่น แก้อาการคัน
* ใช้เป็นยาแก้หืด
* ใช้เป็นยาแก้ปวด
* ใช้ลดไขมันในโลหิต โดยลดการดูดซึมโคเลสเตอรอล เข้าสู่ร่างกาย ซึ่งเป็นการป้องกันโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด
* ต้านการแข็งตัวของเกล็ดเลือด


"ตังกุย"
เป็นสมุนไพรจีนที่ใช้สำหรับสตรีวัยทอง ใช้กันมานานแล้วใน เอเชีย ให้สารหอมระเหยส่วนที่นำมาใช้เป็นยาคือ "ราก" ให้สารที่ออก ฤทธิ์ชื่อ คูมาริน
(coumarins) มีหลายชื่อแล้วแต่จะเรียกกัน ในแต่ละ ประเทศ ได้แก่ TANG QUAI, DONG QUAI, DANG QUAI CHINESE ANGELICA, ANGELICA SINENSIS
ในเอเชียส่วนใหญ่จะใช้ตังกุย เสริมสุขภาพให้สตรี แต่สำหรับโสมแล้วใช้เสริมสุขภาพให้บุรุษ


"ตังกุย" ใช้รักษาอาการของสตรีดังต่อไปนี้ มีอาการร้อนวูบวาบ, เวลาประจำเดือนมาจะปวดท้องมาก, บำรุงครรภ์ให้สตรี และช่วยให้คลอดบุตรง่าย ดังนั้นฤทธิ์ของ
ตังกุยจึงเป็นเหมือนฮอร์โมนเอสโตรเจน (phytoestrogen) ของสตรี, ช่วยให้มดลูกบีบตัวอย่างธรรมชาติ และ คลายตัวตามปกติ, เพิ่มเม็ดเลือดแดงสำหรับ
สตรีโลหิตจาง, ทำให้ประจำเดือนมาสม่ำเสมอ และยังมีฤทธิ์เพิ่มการทำงานของตับอีกด้วย


ยุวดี สมิทธิวาสน์

ข้อมูลทั่วไป :
ชื่อทางวิทยาศาสตร์ Angelica sinensis
ชื่อภาษาอังกฤษ Dong Quai
ชื่อภาษาไทย ตังกุย

ส่วนที่นำมาใช้เป็นยา ราก

เมื่อเทียบการแพทย์แผนตะวันตกกับแผนตะวันออกแล้ว จะพบว่า ทางตะวันออกเราจะนำหน้าตะวันตกเขาในด้านของการนำเอาวัตถุจาก ธรรมชาติ มาใช้ให้เกิด
ประโยชน์สูงสุดซึ่งเราเรียกกันว่า ภูมิปัญญา ตะวันออก "ตังกุย" ก็เป็นสมุนไพรที่มีการนำมาใช้กันจะว่าเป็นพันๆ ป ีเลยก็ได้ ซึ่งมีจีนเป็นต้นตำรับ ด้วยสรรพคุณที่
โดดเด่นในเรื่องของการ บำรุงร่างกายของสตรีเพศ จึงได้รับฉายาว่า "โสมผู้หญิง" (Female ginseng) และได้รับความสนใจเพื่อที่จะค้นค้าหาความลับที่มีอยู่ในพืช
ชนิดนี้ เพื่อพัฒนาไปเป็นยาที่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น

ประโยชน์ :

ใช้รักษาสมดุลของฮอร์โมนต่างๆในร่างกายรวมไปถึงฮอร์โมนเพศหญิง estrogen ด้วย บรรเทาอาการปวดเกร็ง หรือเลือดออกอย่างผิดปกติในสตรีระยะมีประจำเดือน

1 ลดอัตราเสี่ยงในการเกิดความผิดปกติในระบบทางเดินปัสสาวะ ระบบหลอดเลือดและหัวใจ โดยรักษาสมดุลของการไหลเวียนโลหิต ในผู้หญิง

2 ทำให้เลือดไปเลี้ยงผิวพรรณมากขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากการไหลเวียน ที่ดีขึ้น ให้สารที่ออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมน (estrogen like action) ช่วยบรรเทาอาการต่างๆ
จากภาวะการหมดประจำเดือน (Menopause)


3 ผลข้างเคียงและข้อห้ามใช้ : ผู้ที่ใช้ตังกุยติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆ และเป็นคนที่มีผิวพรรณบอบบาง ควรจะเลี่ยงการเผชิญกับแสงแดดโดยตรงเพราะอาจ
จะทำให้ผิวหนังแสบคัน และเป็นผื่นแดงได้ ไม่แนะนำให้ใช้ในสตรีมีครรภ์ หรือระยะให้นมบุตร ห้ามใช้ในผู้ที่มีประวัติเป็นเนื้องอก


กลไกการออกฤทธิ์ :

สารในกลุ่มของ phytoestrogens หรือ ฮอร์โมน estrogen จากพืช จะมีผลคล้ายกับฮอร์โมน estrogen ในผู้หญิง แต่มีฤทธิ์น้อยกว่า
แต่มีข้อดีตรงที่ว่าไม่ค่อยพบผลข้างเคียงที่พบในฮอร์โมนชนิดสังเคราะห์

References :

Qi-bing M, Jing-yi T, Bo C. Advance in the pharmacological studies of radix Angelica sinensis (Oliv) Diels (Chinese danggui).
Chin Med J 1991;104:776-81.


Foster S, Yue CX. Herbal Emissaries. Rochester, VT: Healing Arts Press, 1992, 65-72.

Hirata JD, Swiersz LM, Zell B, et al. Does dong quai have estrogenic effects in postmenopausal women? A double-blind, Placebo-controlled trial.
Fertil Steril 1997;68:981-6.


ตังกุย


ชัชวิน เพชรเลิศ

“ตังกุย” หรือในตำรับยาไทยเรียกว่า “โกฐเชียง” ในตำรับยาสมุน ไพรจีน ตังกุยเป็นสมุนไพรที่รู้จักกันดีและนิยมใช้กันอย่างมากเช่น เดียวกับโสม ถั่งเฉ้า

และเห็ดหลินจือ สูตรอาหารสมุนไพรจีนที่เก่าแก่ ที่สุดที่จารึกไว้ในเอกสารโบราณคือ น้ำตังกุยหลีซื้อ มาตุ๋นแล้วกินเป็นกับข้าวได้เลย ตามสรรพคุณ

ตังกุยจะได้มาจากส่วนรากของพืชวงศ์อัม เบลลิเฟอรี่ (Umbelliferae) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่าแองเจลิก้า ไซเนนซิส (Angelica sinensis (Olive) Diels.)

เป็นสมุนไพรที่มีกลิ่นหอม รสหวานออกขมเล็กน้อย จัดอยู่ในกลุ่มพืชสมุนไพรที่มีรสอุ่น กระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิต บำรุงโลหิต ช่วยให้ประจำเดือนมาเป็นปกติ

และแก้ปวด โดยความนิยมแล้วถือว่าตังกุยเป็นสมุนไพรที่ทรงคุณค่าสำหรับสตรี เนื่องจากเป็นตัวยาที่มีผลต่อมดลูกโดยตรง คือมีสรรพคุณในการช่วยให้ประจำเดือน

มาสม่ำเสมอ แก้ปวดประจำเดือน ช่วยบรรเทาอาการปวดหัว ปวดเมื่อยตามเนื้อตัว (rheumatism) และเป็นยาระบายท้องอ่อน ๆ ด้วย มีรายงานจากการทดลองพบว่า

สารสกัดจากตังกุยในส่วนที่เป็นน้ำมันหอมระเหยที่มีจุดเดือดสูงประมาณ 180-210 C. จะมีคุณสมบัติต้านการบีบตัวของมดลูกได้ (ทำให้กล้ามเนื้อคลายตัว)

แต่สำหรับในเชิงเภสัชวิทยาแล้วจะเกิดผล 2 กรณี ดังนี้ ประการแรก เมื่ออยู่ในภาวะตั้งครรภ์ มดลูกจะไวต่อภาวะความกดดันในโพรงมดลูกสูง สารสกัดจากตังกุย

จะมีผลต่อกล้ามเนื้อมดลูก คือ นอกจากจะลดการบีบตัวแล้ว ยังทำให้การตอบสนองต่อความดันในโพรงมดลูกน้อยลง (decreasing the myometrial sensitivity)

และมีผลให้เลือดไปเลี้ยงบริเวณมดลูกมากขึ้นโดยการขยายหลอดเลือด ช่วยลดโอกาสในการแท้งบุตรได้ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมตังกุยจึงเป็นผลดีต่อสตรีมีครรภ์

ประการที่สอง สำหรับสตรีทั่วไปและสตรีหลังคลอดบุตร ตังกุยจะมีผลต่อระบบประจำเดือน คือ ช่วยให้ประจำเดือนมาเป็นปกติ แก้ปวดประจำ เดือน ในตำรับยาจีน

จะผสมตังกุยกับหัวแห้วหมู (Cyperus rotundas) โกฐจุฬาลำเภาจีน (Artemisia argyi) เปลือกลูกพรุน (Prunes persica) และดอกคำฝอย (Carthamus tinctorius)

เพื่อเป็นยาช่วยให้ประจำเดือนมาเป็นปกติ แม้ว่าคำอธิบายในเรื่องนี้ยังไม่ชัดเจนมากนัก แต่ก็มีรายงานว่า ในสารสกัดของตังกุยทั้งในส่วนของสารสกัดด้วยน้ำ และแอลกอฮอล์ที่ไม่ใช่เป็นสารกลุ่มน้ำมันหอมระเหย มีคุณสมบัติในการกระตุ้นการหดตัวของกล้ามเนื้อมดลูกได้ดี (คือเพิ่มการบีบตัวของมดลูก) จึงนิยมใช้ตังกุยเป็นยาช่วยในการขับน้ำคาวปลา และช่วยทำให้มดลูกเข้าอู่ได้เร็วขึ้น สำหรับการรักษาอาการหลังหมดประจำเดือน มีการทดลองใช้ตังกุยร่วมกับตัวยาอื่นอีก 5 ชนิด

ในคนไข้ 43 คน พบว่า ส่วนใหญ่มีอาการดีขึ้น คือ อาการร้อนวูบ มึนงง ตาพร่าและ อาการไม่สบายในช่องท้องจะลดลงประมาณร้อยละ 70 โดยทั่วไปแล้ว ตังกุยก็ เช่นเดียวกับสมุนไพรชนิดอื่น ๆ คือ ถ้าใช้ในปริมาณที่ปกติก็ไม่พบอันตรายอะไร แม้ในบางคนที่ได้รับตังกุยแล้ว เกิดอาการผิดปกติ เมื่อหยุดยา อาการดังกล่าว ก็มักจะหายไป แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะปลอดภัยเสียเลยทีเดียว ถ้าร่างกายได้รับสารใน ปริมาณมาก ส่วนจะมากเท่าใดนั้นคงจะยากที่จะตอบ แต่จากการทดลอง
ในสัตว์ โดยใช้สารสกัดด้วยน้ำปริมาณ 0.3-0.9 กรัมต่อน้ำหนักตัว 10 กรัม ฉีดเข้าสู่กระเพาะอาหาร จะมีผลทำให้การเต้นของหัวใจช้าลง ความดันโลหิตลดลง และกดการหายใจ และเมื่อได้รับสารมากขึ้นก็ จะแสดงอาการมากขึ้น แต่จวบจนปัจจุบันก็ยังไม่พบว่ามีผู้ใดได้รับอัน ตรายร้ายแรงจากการรับประทานตังกุยเลย
ถ้าดูจากสรรพคุณดั้งเดิมที่ว่า ตังกุยเป็นยาที่ใช้สำหรับบำรุงร่างกายทั่ว ๆ ไป และบรรเทาอาการปวดเมื่อยต่าง ๆ ก็น่าจะใช้ได้ดีทั้งกับผู้หญิง และ ผู้ชาย
โดยเฉพาะการมุ่งหวังเพื่อเป็นยาบำรุงร่างกาย เพราะในรากตังกุย นอกจากจะมีวิตามินบี12 ในปริมาณมาก (0.25-0.4ไมโครกรัม/100 กรัม ของน้ำหนักรากแห้ง)

ยังมีสารโฟลิค และไบโอติน ซึ่งมีผลต่อการสร้าง ปริมาณเม็ดเลือดแดงในร่างกาย จึงนิยมใช้เป็นยาบำรุงโลหิต ยิ่งกว่านั้น ยังมีการทดลองที่พบและแสดงให้เห็นว่า

สัตว์ที่ได้รับสารสกัดจากราก ตังกุยจะมีขนาดและน้ำหนักของตับและม้ามเพิ่มขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพ ของเม็ดเลือดขาวชนิดแมคโครฟาจ (macrophage)

ในการทำลายสิ่ง แปลกปลอมในร่างกายได้ดีขึ้น และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของตับ ซึ่งจะส่งผลถึงการสร้างระบบภูมิต้านทานของร่างกายที่ดีขึ้น แต่อย่างไร

ก็ตามเรื่องนี้ยังมีข้อมูลค่อนข้างจำกัดคงต้องรอผลการวิจัยต่อไป ผลต่อหัวใจและการไหลเวียนของโลหิต พบว่า ตังกุยจะเพิ่มปริมาณการ ไหลเวียนของโลหิตในหลอดเลือดหัวใจ และกระแสโลหิตในร่างกายได้ โดยการทำให้หลอดเลือดขยายตัวมีผลต่อการเต้นของหัวใจ ทำให้ความ ดันสูงขึ้น นอกจากรายงานที่กล่าวมาแล้ว

ยังมีรายงานการวิจัยถึงสรรพคุณของ ตังกุยอื่น ๆ ที่น่าสนใจอีกมาก เช่น เป็นสารต้านการเจริญของจุลินทรีย์ บางชนิด ใช้เป็นยาแก้โรคผิวหนัง เช่น แก้อาการคัน ใช้เป็นยาแก้หืด ยาแก้ปวดใช้ลดไขมันในโลหิต โดยลดการดูดซึมโคเลสเตอรอล เป็นการป้องกันโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือดและต้านการแข็งตัวของ เกล็ดเลือด


ในช่วงนี้วงการแพทย์แผนปัจจุบันต่างหันมาสนใจให้ความสำคัญ ต่อสมุนไพรมากขึ้นและยังคงมีการศึกษาวิจัยหาคุณประโยชน์ของ สมุนไพรกันอย่างกว้างขวางและจริงจัง เพื่อค้นหาความลับในการรักษา และบำบัดโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ รวมทั้งเคล็ดลับในการบำรุงสุขภาพ ให้แข็งแรง เพื่อการมีชีวิตที่ยืนยาวและมีสุขภาพดียิ่งขึ้น




ที่มา : มหาวิทยาลัยบูรพา